วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2550
พระพังพระกาฬ
การสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชและการประกอบพิธีกรรมส่วนใหญ่ ทำกันในบ้านพักผู้กับกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการบันทึกภาพถ่ายเอาไว้ทุกระยะ เพื่อให้ลูกหลานในอนาคตได้เห็นเป็นหลักฐาน ในขณะที่คณะอาจารย์ผู้แกะสลักเสาหลักเมืองดำเนินการกันอยู่นั้น องค์จตุคามรามเทพ มักมาประทับในร่างทรงบอกกล่าวให้ดำเนินการต่าง ๆ ไปตามขั้นตอนของ ฤกษ์ยาม วันหนึ่งในขณะประกอบพิธีกรรม เขียนผ้ายันต์ องค์จตุคามรามเทพ ถามผู้เขียนว่าเห็นเห็นพระ พังพระกาฬ เคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาบ้างหรือไม่ ผู้เขียนตอบว่าเคยเห็นแต่นานมาแล้ว รู้ว่าศักดิ์สิทธิ์มีอภินิหารเป็นที่เล่าลือ องค์จตุคามรามเทพ บอกว่านั้นแหละเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของพวกศรีวิชัย ไม่ได้สร้างกันมาเป็นพันปีแล้ว ใคร่ขอให้ผู้เขียนออกแบบสร้าง พระพังพระกาฬ ขึ้นมาใหม่ทำเป็นรูปแบบกลมขนาดเท่าเหรียญบาทก็พอ ด้านหน้าทำเป็นรูปพระพังพระกาฬ ด้านหลังทำเป็นรูปพระราหู 8 ตัว เรียงรายล้อมรอบดวงชะตา ทำไปตามแต่ผู้เขียนจินตนาการ ผู้เขียนไม่กล้ารับปากเพราะว่าภาพ พระพังพระกาฬ ที่เคยเห็นมาช้านานลางเลือนจนไม่อาจเขียนขึ้นเป็นรูปร่างที่ถูกต้องได้ และไม่รู้ว่าไปหาแม่แบบมาจากไหน เอาเป็นว่าทำเฉพาะรูปพระราหู 8 ตัว ล้อมรอบดวงชะตาด้านหลังก่อน เมื่อใดมีแม่แบบจึงค่อยทำให้เสร็จสิ้น องค์จตุคามรามเทพ จึงบอกว่า " เดี่ยวจะมีคนเอามาให้เอง "ผู้เขียนนึกในใจว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่คนบ้าก็เป็นคนเมาเท่านั้น ที่เอาพระศักดิ์สิทธิ์ มีค่าหายากยิ่งไปเที่ยวให้ใครต่อใคร เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะเป็นไปได้ แต่ องค์จตุคามรามเทพ ก็ยืนยันว่า " เอาเถอะเมื่อถึงเวลาก็จะมีคนเอามาให้เอง คอยดูก็แล้วกัน " เมื่อไม่มีแม่แบบการสร้าง พระพังพระกาฬ ก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปไม่มีกำหนด สิ่งที่จะทำได้ในเวลานั้นก็คือ การสร้าง เหรียญหลักเมือง และ พระผงสุริยัน-จันทรา ตลอดจนผ้ายันต์แบบต่าง ๆ ทยอยสร้างกันไปก่อน รอคอยวันเวลามีผู้นำ พระพังพระกาฬ ไปให้
ต่อมาไม่นานท่านผู้ว่า กำจร สถิรกุล คุณนาย และ คณะ ได้กรุณาแวะไปที่บ้านพักของผู้เขียนเมื่อเข้าไปเห็นผู้เขียนกำลังประกอบพิธีกรรมกันอยู่ ท่านได้ให้เกียรตินั่งกับพื้นโดยไม่ถือเนื้อถือตัวอะไรเลย พอท่านผู้ว่ากำจรฯ นั่งลงยกมือไหว้ องค์จตุคามรามเทพ ท่านก็หยิบบายศรีปากถ้วยไปวางไว้ตรงหน้าท่านผู้ว่า พร้อมกับกล่าวต้อนรับท่านผู้ว่ากำจรฯ และสอบถามว่ามีธุระอะไรกับผู้เขียน ท่านผู้ว่าหยิบพระองค์หนึ่งในกระเป๋าส่งให้ผู้เขียนบอกว่าตั้งใจจะมามอบให้กับท่านผู้กำกับฯ ในวันรับประทานอาหารกันแต่ไม่มีเวลา ขอมอบให้ในวันนี้เลย ผู้เขียนมองดูพระที่ท่านกำจรฯ มอบให้เกิดอาการขนพองสยองเกล้าเพราะว่าเป็น พระพังพระกาฬ เหมือนกับที่ผู้เขียนเคยเห็นมาตั้งแต่สมัยเด็ก ไม่น่าเชื่อว่าปาฏิหาริย์มีจริง องค์จตุคามรามเทพ จึงถามผู้เขียนว่า “ เอามาให้แล้วใช่ไหม ที่นี้เชื่อหรือยัง” พร้อมกันนั้นได้เขียนผ้ายันต์ให้ผ้ายันต์มอบให้ท่านผู้ว่ากำจรฯ คุณนาย และคณะ เพื่อเป็นการตอบแทน นี้คือปรากฏการณ์อันแสนแปลกประหลาดของ พระบิดาแห่งศรีวิชัย หรือที่เรียกกันว่า พระพังพระกาฬ
หลังจากนั้นท่านผู้เขียนพยายามสืบสวนว่า ท่านผู้ว่า กำจร สถิรกุล ได้ พระพังพระกาฬ มาอย่างไร มีผู้เล่าให้ฟังว่า ท่านผู้ว่ากำจรฯ เป็นชาวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ศึกษาสนใจเกี่ยวกับการสมาธิ และ พลัง อำนาจจิต เคยศึกษาในต่างประเทศ กลับมารับราชการเจริญก้าวหน้าเป็นอธิบดี และผู้ว่าการธนาคารชาติ นับว่าเป็นคนดีศรีปากพนังคนหนึ่งที่เดียว ท่านกลับมาบ้านเกิดเพราะว่าญาติผู้ใหญ่เสียชีวิต จึงเดินทางมาบำเพ็ญกุศลศพ ตามธรรมเนียมชาวปักษ์ใต้ ในตอนเช้ามักไปกินกาแฟนั่งคุยกันที่ร้านจนสายแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ท่านผู้ว่ากำจรฯ ก็ปฏิบัติตามวัฒนธรรมดั้งเดิม ตื่นเช้าก็เดินไปนั่งร้านกาแฟ ในขณะที่เดินไปไปถึงหน้าร้านมีพระเครื่องกันอยู่ แม้ผู้ขายบอกราคาถูกก็ไม่มีใครซื้อ เพราะเป็นพระไม่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมของวงการ แต่ท่านผู้ว่ากำจร ดูด้วยญาณวิเศษว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เกิดความรู้สึกว่าองค์หนึ่งน่านะนำไปมอบให้ผู้กำกับการจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะทำหน้าที่ต่อสู้กับอิทธิพลอำนาจมืดอย่างหนักหน่วง อีกองค์หนึ่งท่านผู้ว่าจะเก็บไว้เอง ตกลงกันในราคาองค์ล่ะ 250 บาท
เมื่อซื้อเสร็จก็เกิดปัญหาติดตามมาก็คือ ท่านผู้ว่าฯ กำจร ไม่รู้จักกับผู้เขียน แล้วจะมอบให้กันอย่างไร แต่ท่านไม่ละความพยายาม ได้ติดต่อกับ ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง จนกระทั้งพบกับผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกับผู้เขียนดี และไปช่วยทำหลักเมืองอยู่เสมอ จึงให้ช่วยนัดหมายว่าจะขอเลี้ยงผู้กำกับสักมื้อหนึ่งถ้าไม่รังเกียจ ผู้เขียนตอบตกลงด้วยความยินดีแต่เสมอเงื่อนไขว่า ถ้าเลี้ยงกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราชขอให้ผู้เขียนเป็นผู้ออกค่าให้จ่าย ถ้าเลี้ยงกันที่กรุงเทพฯ ถ้าท่านผู้ว่าฯ จะกรุณาก็ไม่ขัดข้อง แต่ข้อตกลงเป็นอันระงับไปเพราะผู้ว่าฯ กำจร ต้องรีบกลับกรุงเทพฯ เพราะมีราชการด่วน ถึงกระนั้นก็ตามท่านได้กรุณานำ พระพังพระกาฬ ไปมอบให้ผู้เขียนถึงบ้านพัก นับเป็นบุญคุณที่จดจำไปชั่วชีวิต ผู้เขียนไม่สนว่าท่านจะได้ พระพังพระกาฬ มาอย่างไร เรื่องราวที่ได้ยินมาถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าความสำคัญอยู่ที่ องค์จตุคามรามเทพ รู้ได้อย่างไร
การได้รับ พระพังพระกาฬ หรือ พระปิดตาศรีวิชัย มาเป็นต้นแบบ ผู้เขียนจึงออกแบบ พระพังพระกาฬ ได้อย่างง่ายดาย และให้ องค์จตุคามรามเทพ จารึกหัวใจคาถา มอบหมายให้ช่างเขียนแบบจนเป็นที่พอใจแล้ว ได้ว่าจ้างช่างในกรุงเทพฯ ให้เป็นผู้แกะสลักแม่พิมพ์ในแบบนูนต่ำ ช่างแกะสลักพยายามแกะแม่พิมพ์อยู่เป็นเวลานานกว่าจะเสร็จสิ้น เมื่อทดลองตีพิมพ์ลงบนแผ่นตะกั่ว แม่พิมพ์แตกร้าวใช้การไม่ได้ ต้องสลักแม่พิมพ์ใหม่ก็แตกอีก จนปัญญาโรงงานจะทำได้ องค์จตุคามรามเทพ จึงทำพิธีกรรมบอกกล่าวให้ ขุนเหล็ก คอยดูแลการพิมพ์ พระพังพระกาฬ ให้เรียบร้อย ในที่สุดการแกะแม่พิมพ์ได้สำเร็จลง คุณศิริชัย บูลกุล รับเป็นนายทุนในการสร้าง พระพังพระกาฬ ทั้งชนิดทองคำ เงิน และสำริด จึงไม่มีรุ่นหนวดสั้น หนวดยาว เพราะทำจากโรงงานเดียวกันทั้งสิ้น พระพังพระกาฬ ทั้งหมดเมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนนำมาเก็บไว้ที่บ้านพัก องค์จตุคามรามเทพ ได้ประกอบพิธีกรรมตามฤกษ์พานาที จนเสร็จสิ้น ต่อจากนั้นส่งไปให้ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช อธิฐานจิต แล้วนำไปปลุกเสกบนเขาขุนพนม ประกอบพิธีกรรมทางทะเล บังเกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำพิธีกรรมกลางทะเลในขณะที่คลื่นลมแรงจัด จนเรือประมงไม่กล้าออกจากฝั่ง แต่เมื่อถึงเวลามหาฤกษ์ ของ พระพังพระกาฬ บันดาลให้คลื่นลมสงบในบัดดล ฝนหยุด พระจันทร์ทรงกลด พิสดารเกินกว่าบรรยายให้หมดสิ้นได้
พระพังพระกาฬ หรือ พระหลักเมืองทุกแบบ ไม่ได้จัดสร้างขึ้นตามหลักพุทธพาณิชย์ ดังนั้นแม้ว่าจะประติมากรรมขึ้นด้วยศิลปะศาสตร์อันสูงส่ง และงามเลิศ ตลอดจนใช้วัตถุธาตุที่มีคุณภาพสูงก็ตาม แต่ไม่มีราคาค่างวดอะไร เพราะต้องการให้ประชาชนเช่าบูชา ในราคาถูกที่สุด จำนวนมากที่สุด ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างหลักเมืองของตน เพราะสิ่งของส่วนใหญ่ได้มาจากผู้มีจิตศรัทธา จึงเป็นต้นทุนที่ต่ำมาก เพื่อนฝูงคนรู้จักชอบพอ ผู้ใต้บังคับบัญชา พี่น้องประชาชน ต่างอุทิศแรงงาน จนเกือบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร จึงเป็นไปในลักษณะให้พี่น้องประชาชนนำไปกราบไหว้บูชาอย่างทั่วถึง เนื่องจาก องค์จตุคามรามเทพ ล่วงรู้ว่าไม่กี่ข้างหน้า เมื่อดาวพระเสาร์โคจรเข้าสู่ราศีมีน ในปีพ.ศ. 2539 จะเกิดวิกฤตการณ์ร้ายแรงขึ้นในประเทศไทย เหมือนดังกรุงรัตโกสินทร์ถูกข้าศึกโจมตีทางอากาศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนจะบังเกิดความอดอยากยากแค้น เดือดร้อนไปทั่วแผ่นดิน พระหลักเมืองจะเป็นขวัญกำลังใจช่วยผู้คนให้ฝ่าฟันวิกฤติการณ์ร้ายแรงไปได้ เสียงบอกกล่าวเล่าลือในเรื่องบนได้ไหว้รับใครมีอยู่รู้ผลด้วยตนเอง ทำให้มีผู้เรียกร้องต้องการกันมาก พระหลักเมือง จึงมีราคาแพงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพังพระกาฬ สำคัญผิดคิดว่า รุ่นหนวดสั้นผู้เขียนเป็นผู้สร้าง รุ่นหนวดยาวตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นผู้สร้าง อวดอ้างพิธีกรรม การปลุกเสก หลอกลวงให้ผู้คนหลงเชื่อเพื่อขายของปลอม
วัตถุมงคลที่ระลึกศาลหลักเมืองนครศรีฯ
วัตถุมงคลคุ้มครองดวงชะตา
พระผงสุริยัน – จันทรา และดวงตราพญาราหุ
อันศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรทะเลใต้
สร้างขึ้นในโอกาสประกอบพิธีกรรมเบิกเนตรศาลหลักเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช
ระหว่างวันที่ 3 – 5 มีนาคม 2530 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล
เนื้อผงประกอบด้วยมวลสารมงคล ดังต่อไปนี้
ผงไม้ตะเคียนทองหลักเมือง ปูนเปลือกหอย
ดินสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ดิน 7 ป่าช้า
ข้าวสุก 7 นา ผงกะลาตาเดียว
ว่านมงคล 108 น้ำตาลอ้อย
กล้วย เกลือ
น้ำศักดิ์สิทธิ์ 4 บ่อ ผงอิทธิเจ
ปูนหิน แร่ 7 เหมือง
เกศรดอกไม้ 108 น้ำผึ้งหลวง
อับเพชร น้ำมันจันทน์
เงิน ทอง
นาก
รูปแบบ ประดิษฐ์เป็นรูปวงกลมวัฏจักรตามอุดมคติศิลปะศาสตร์ศรีวิชัย ทำรูปพญาราหูอมจันทร์รายล้อมทั้ง 8 ทิศ กงจักรล้อมดวงตรา 12 นักษัตร ตรงกลางปติมากรรมพระเทวะโพธิสัตว์แห่งทะเลใต้เป็นองค์ประธาน ด้านหลังสลักยันต์หัวใจธรณี หัวใจมนุษย์ หัวใจพระคาถากำกับธาตุตามคติธรรมชาวศรีวิชัย พระเนื้อผงสริยัน – จันทรา คณะช่างได้บรรจงสร้างขึ้นอย่างประณีตงดงามสุดยอดศิลปกรรมแห่งยุค สอดคล้องตรงตามศาสตร์ชาวชวากะ เป็นแบบแผนสืบไป
พิธีกรรม ดวงตราพญาราหูอมจันทร์ อันเป็นดวงตราแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของชาวทะเลใต้ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้มาก่อนว่า รูปรอยตรามหาจักรพรหม เป็นตราประจำองค์ ราชันดำจตุคามรามเทพ ที่หวงแหน ล่วงละเมิดมิได้ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช พันตำรวจเอกสรรเพชญ์ ธรรมาธิกุล ได้หยั่งรู้ในความหมาย จึงประกอบพิธีกรรมอันเชิญดวงวิญญาณของ องค์จตุคามรามเทพ ปฐมกษัตริย์ศรีวิชัย ขออนุญาตให้ใช้ดวงตราศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐ์ พระสุริยัน – จันทรา ให้ปรากฏตามเบญจเทพนิมิตบอกกล่าวส่วนผสมตามแบบโบราณ
รูปพญาราหูอมจันทร์ทั้ง 8 เรียงรายเป็นวงกลม
ประการแรก สมมุติหมายถึง ทิศสำคัญ 8 ทิศ คือทิศใหญ่ 4 ทิศ ทิศน้อย 4 ทิศ โดยเฉพาะทิศตะวันออก ซึ่งดวงอาทิตย์เริ่มให้แสงสว่างแก่โลกบังเกิดความอบอุ่น อันเป็นมูลฐานปรุงแต่งธาตุให้เกิดมวลชีวิต วัน คืน ฤดูกาล กำหนดในดวงตราให้พญาราหูตรงกลางเป็นรูปหนูเป็นทิศตะวันออก พญาราหูตรงกับรูปกระต่าย เป็นทิศเหนือ ในแต่ล่ะทิศสมมุติว่ามีจตุโลกเทพและจตุโลกบาล เฝ้ารักษาผู้ตรัสสู้ธรรมย่อมหยั่งรู้ด้วยญาณทัศนะ ทราบถึงธรรมชาติสามารถให้พญาราหูประจำทิศ กำหนดควบคุมให้เกิดประโยชน์แก่ตนมากที่สุด หากเป็นโทษอาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามกาลจักรศาสตร์
ประการสอง สมมุติแทนสัญลักษณ์ของดาวเคราะห์สำคัญที่มีอิทธิพลต่อโลกมนุษย์ ด้วยเป็นขุมพลังแสง อนุภาคแสง ปรุงแต่งกระแสธาตุบนพื้นโลก คือ ดวงอาทิตย์ กำหนดให้พญาราหูตรงกับรูปกระต่าย แทนนามวัน คือ วันอาทิตย์ นับเวียนขวา มีพญาราหูแทนนาม วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ ส่วนพญาราหูตรงกับรูปเสือ สัตว์ดุร้ายกินสัตว์อื่นเป็นภักษาหารลำดับที่ 8 มิได้นำมากำหนดเป็นนามวัน เพราะดาวโลกเป็นที่อยู่อาศัย เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายตายเกิดตามวัฏจักรโหราจารย์เรียกว่า วันราหู หรือ จุดฆาต เพราะทั้งมวลชีวิตทุกรูปแบบจะต้องเกิดต้องตายลงในวันใดวันหนึ่งอย่างแน่นอน โดยพญาราหูลำดับที่ 8 เป็นผู้กำหนด และเป็นสถานที่รองรับความหมายแห่งดาวเคราะห์ที่มีอยู่มากมาย สุดที่จะอธิบายให้หมดสิ้นได้
ครั้นได้รับอนุญาตแล้ว จึงประกอบพิธีกรรมปลุกเสกเนื้อผงทั้งปวงกลางทะเลลึก ปลุกเสกบนภูเขาขุนพนม ปลุกเสกกลางทุ่งนา ครบถ้วนตามภูมิ 3 ภูมิ คือภาคพื้นดิน ภาคพื้นน้ำ ภาคพื้นอากาศ อาราธนาพระอาจารย์แห่งสำนักวัดเขาอ้อ ปลุกเสกสาธยายมนต์ตามประเพณีชาว 12 นักษัตร รูปแบบและพิธีกรรมพระเนื้อผง สุริยัน - จันทรา จึงอุปมาดังจำลองจักรราศีบนฟากฟ้า ปรากฏในประติมากรรมโน้นนำพลังกระแสคลื่น และรังสีทั้งหลายในอากาศธาตุ ตลอดจนคลื่นลมในมหาสมุทร และพื้นธรณีประจุเข้าสู่มวลวัตถุมงคล ให้ทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก และครั้งเดียวที่ครบถ้วยตามแบบแผนของบรรพบุรุษชาว ชวา
รูปสัตว์ดาว 12 นักษัตร
ห้วงสุริยจักรวาลอันเวิ้งว้างหาขอบเขตมิได้ประกอบด้วยดาวฤกษ์สำคัญ มองเห็นเป็นรูปสัตว์ 12 ชนิด เรียงรายไปบรรจบกันเป็นรูปวงกลม เมื่อแบ่งรัศมีวงกลมออกเป็นราศีอาณาเขตของกลุ่มดวงฤกษ์โดยเฉลี่ยกัน ดาวนักษัตรเหล่านี้กว่าที่โลกจะโคจรผ่านพ้นไปได้ ใช้เวลา 1 ปี จะต้องเดินทางนานถึง 12 ปี จึงจะครบรอบ 1 นักษัตร ตามความเป็นจริง กลุ่มดาวนักษัตรอยู่ห่างไกลจากเส้นทางโคจรของโลกและไม่มีทางไปถึงดาวนักษัตรเหล่านั้นได้เลย แต่เมื่อโลกล่องลอยอยู่ตรงกับอาณาเขตของกลุ่มดาวนักษัตรใด ด้านหลังของโลกจะกลายเป็นเงามืดมหึมา ดำมืดทอดยาวแผ่รัศมีกว้างไกลออกไปในห้วงจักรวาลสุดพรรณนา จึงสมมุติเงาของโลกอุปมาดังพญาราหู อสุราจอมมารร้าย ด้วยห้วงบรรยากาศอันหนาวเย็น บริเวณเงาพญาราหูปกคลุมไปด้วยมวลธาตุคลื่นพลังรังสีนานาชนิด คราใดต้องอนุภาคแสดงดาวบาปเคราะห์เข้า จะเกิดปฏิกิริยาปั่นป่วนพลังร้ายขึ้นทันที ยิ่งประกอบกับดาวนักษัตรร้ายด้วยแล้วอำนาจของดาวนักษัตรจะส่งเสริมความเลวร้ายหลายเท่าทวีคูณ โลกจะพบกับความวิบัติร้ายแรง ด้วยพญาราหูที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำบัญชาของจักรวาลโดยไม่บิดพลิ้ว มวลชีวิตและวัตถุในโลกก็พบกับควาทุกข์ยาก เช่น ดาวนักษัตรปีมะแม รูปแพะ ธรรมชาติของสัตว์อาศัยหากินตามป่าดอน ไม่ชอบน้ำในช่วงปีนักษัตรนั้นจะบังเกิดความแห้งแล้งขึ้นในโลก หากดาวนักษัตรปีมะโรง สัญลักษณ์จอมนาคราชสัตว์ผู้เป็นเจ้าแห่งสมุทร โปรดปรานการเล่นน้ำ มักเกิดน้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินถล่มทลาย ผู้คนล้มตายด้วยพิษนาค ดังนี้เป็นต้น
แม้แต่ชีวิตของบุคคล การถือกำเนิดขึ้นในปีนักษัตรใด บุคลิกภาพ นิสัย ความพอใจมักโน้มเอียงไปตามอุปนิสัยของรูปสัตว์ประจำดาวนักษัตร เหตุการณ์บ้านเมืองก็มักเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของดวงดาว การก่อกบฏ การสงคราม ที่เกิดขึ้นในนักษัตรรูปเสือ ผู้คนจะฆ่าฟันกันล้มตายเลือดนอนแผ่นดิน ยิ่งในปีนั้นพญาราหูดับแสงเดือนแสงตะวันจนมืดมิด เรียกว่า จันทรคราส – สุริยคราส ด้วยแล้ว ผลแห่งภัยพิบัติจะเพิ่มความร้ายแรงหลายเท่าตัว
รูปวงกลมตรงศูนย์กลาง
รูปสมมุติแห่งความว่างเปล่ามีความหมายหลายประการ เช่น วิญญาณ ธาตุศูนย์กลางจักรวาล การตั้งฟ้าตั้งดิน เป็นต้น ตำนานชาวชวากะถือว่า ตรงจุดศูนย์กลางแห่งดวงตราพญาราหูอมจันทร์เป็นจุดสำคัญที่สุด คล้ายกับคติธรรมการสร้างพระพุทธเจดีย์ อันเป็นการจำลองโน้มนำสังเวชนีย์สถานทุกแห่งไปรวมกันไว้ ณ จุดเดียว อุปมาดังศูนย์กลางปลงธรรมสังเวชซึ่งบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง หมายถึง นิพพานภพ
วิญญาณธาตุ เป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน ว่างเปล่า คล้ายกับอากาศธาตุ แต่ไม่ใช่ลมเพราะลมเป็นสะสารที่สามารถวัด สัมผัส จำกัดขอบเขต นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปเล่นแร่แปรอากาศธาตุได้เช่นเดียวกับวัตถุอื่น ทราบถึงที่มาสาเหตุทางวิชาการ ก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลจากพลังงานธรรมชาติชนิดนี้ แต่วิญญาณาธาตุไม่เคยปรากฏอยู่ในศาสตร์สาขาใด นอกจากคำสอนของศาสนาเรียนรู้อยู่ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม เรียกว่า “ ดวงจิต ” คนเราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ร่างกายเปรียบประดุจบ้านเรือนที่พักอาศัย จิตใจเป็นเหมือนเจ้าของคอยควบคุมบงการไปตามสัญชาติ คือ กิเลสตัณหาความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด สามัญสำนึกคล้ายกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไป หากปราศจากความถูกต้องชอบธรรมขนบธรรมเนียมศาสนาช่วยสั่งสอน ขัดเกลา ปลูกฝัง หลักจริยธรรมให้เกิด จิตสำนึกก็ไม่อาจเรียกมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ประเสริฐได้ พุทธศาสนาจึงชี้หนทางให้เห็นกฎวัฏสงสารว่า รูปธรรมย่อมถึงกาลแตกดับไปตามอายุขัย ร่างกายก็กาลายเป็นศพ ส่วนดวงจิตอันเป็นนามธรรมก็พลันสละเรือนร่างไปพร้อมกับการสิ้นลมหายใจ ไม่มีผู้ใดทราบว่าไปอยู่ที่ไหน จึงเรียกดวงจิตของผู้ตายไปแล้วว่า วิญญาณ หรือ ผี
ชาวชวากะเชื่อว่า วิญญาณเป็นธาตุที่ 5 มิได้สลายหายสูญ ได้แปรสภาพกลับคืนกระจายไปกับกระแสลมที่อยู่รอบตัวเรา วิญญาณของคนชั่วมิได้พัฒนา ดวงจิตตกต่ำถูกเหยียดหยามเป็น ภูตผีปีศาจ ส่วนวิญญาณของผู้ปฏิบัติธรรม ดวงจิตใจสูงได้รับการยอย่องเป็น เทพ หรือ เทวดา สุดแต่สร้างบารมีถึงระดับใด ต่างรอเวลากลับมาเกิดใหม่เป็นวัฏสงสาร การล่วงรู้ดังนี้ ชาวชวากะโบราณจึงแนะนำลูกหลานให้ทำบุญอุทิศทานแก่บรรพบุรุษ ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว แผ่บารมีธรรมปกป้องมิให้ดวงวิญญาณทั้งหลายกลับมาจุติในท้องสุนัขในเทศกาลเดือนสิบ นักบวชชาวจีนสมัยโบราณเคยเดินทางมาศึกษา ณ จักรวรรดิศรีวิชัย ได้กลับไปเผยแพร่ในประเทศจีน จึงเกิดเป็นประเพณีนิยมทางศาสนาที่คล้ายคลึงกัน
พระผงสุริยัณ – จันทรา เป็นวัตถุมงคลชนิดหนึ่งในหลายอย่างที่ถูกสร้างขึ้น ตามพิธีกรรมในแบบโบราณอย่างแท้จริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างปูชนียสถานของตนเองให้มากทีสุด ด้วยทุนทรัพย์เพียงเล็กน้อย แต่ได้รับสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลเปรียบดังแก้วมณีที่ได้รับการเจียรนัยแล้ว โดยเฉพาะ พระผงสุริยัณ – จันทรา นี้ทำขึ้นตามคติธรรมความเชื่อในระบบจักรวาลวิทยา อันมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เป็นผู้นำในระบบสุริยคติ และระบบจันทรคติ แล้วยังสร้างขึ้นตามหลักการสำคัญของจักรพรรดิจีนในอดีต เมื่อราชทูตจีนเดินทางไปเจริญพระราชไมตรีกับอาณาจักรใดจักรพรรดิจะพระราชทาน คันฉ่องสำริด อันหนึ่งฉายรูปพระพักตร์องค์จักรพรรดิ อันหนึ่งฉายพระพักตร์ฮองเฮา ก็คือ คันฉ่องสุริยัณ – จันทรา ถือกันว่าเป็นวัฒนะรรมอันศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งของจีน ที่เคยติดต่อกับศรีวิชัยมาไม่น้อยกว่าสองพันปี เพื่อแสดงให้เห็นว่าดินแดนแห่งนี้เป็นจุดเชื่อมโยงของชาติที่เคยมีอำนาจยิ่งใหญ่ในโลก คือ จีน กับ อินเดีย ไว้ในรูป พระผงสุริยัณ – จันทรา อันเป็นที่มาของรูปแบบศิลปกรรมเก่าแก่ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยมาก่อน
ดวงฤกษ์พิธีหล่อพระบูชา 5 เศียร
จันทรคติกาล : วันพฤหัสบดี ขึ้น 25 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด จ.ศ. 1358
สมภพกาล : เวลา 14.29 นาฬิกา
ลัคนากำเนิด : สถิตราศีสิงห์ 24 องศาโดยประมาณ เกาะนวางค์อังคาร ตรียางอังคาร ตรงกลุ่มชื่อ ปุรผลคุนี อันเป็น มหัธโนแห่งกฤษ์
หลักการและเหตุผล
ทฤษฎีในวิชาจตุโลกธาตุเชื่อว่า ดวงอาทิตย์ เป็นขุมคลังแห่งพลังความร้อน แสง และแรงดึงดูดมหาศาล ยึดเหนี่ยวดาวเคราะห์ทั้งหลายให้โคจรหมุนเวียนรอบตนเองเพื่อรับแสงและพลังความร้อนสะท้องรังสีไปมาถึงกันดุจดังครอบครัว และสังคมของดวงดาวในระบบสุริยะจักรวาล โหราจารย์ซึ่งเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ดังกล่าวนี้อย่างลึกซึ้ง จึงผูกเรื่องราวเป็นนิทานชาติเวรแห่งดาวเคราะห์ว่า มีสภาพความเป็นไปคล้ายกับชีวิตของคนเรา ทั้งยังมีอิทธิพลให้คุณและให้โทษต่อมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนสรรพสิ่งในโลกด้วย เช่นกล่าวไว้ตอนหนึ่ง
เมื่อมิตรก็ชื่นชอบ บ่มีโทษแถงทัณฑ์
ปางเป็นศัตรูสรร
พบาปะอุบัติเป็น
แม้ว่าในวิชาดาราศาสตร์กล่าวถึงดวงอาทิตย์ว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ตัวการก่อให้เกิดคลื่นพลังทั้งมวลก็ตาม แต่วิชาโหราศาสตร์ก็เชื่อว่า โลกของเราเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะจักรวาลซึ่งเป็นแหล่งรวมของกระแสธาตุสำคัญ อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในขณะที่ดาวเคราะห์อื่น ๆ
มีอยู่ไม่ครบถ้วน
ความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับจักรวาลได้ก่อให้เกิด มวลชีวิต วัตถุ ปรากฏการณ์ของธรรมชาติดังที่รู้เห็นกันอยู่ ความเป็นมาพัฒนาการของมนุษยชาติตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน ยังคงเป็นความลับที่ยังไม่สารารถอธิบายตามหลักวิชาการได้แน่ชัด
ด้วยเหตุ พิธีพุทธไภรพ หรือที่หนังสือประวัติศาสตร์อินโดนิเชีย เรียกว่า “ ปาลาปา ” อันเป็นพิธีกรรมโบราณของราชสำนักศรีวิชัยนั้น โดยแท้จริงแล้วก็คือ การนำความรอบรู้ในวิชาโหราศาสตร์ระบบจันทรคติ ซึ่งหยั่งรู้ถึงความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของวัฏจักร มีรากฐานสำคัญมาจากความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ระหว่าง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลก ดาวเคราะห์ และมนุษย์ นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์เร้นลับซึ่งมีอยู่เฉพาะในโลก เรียกว่า วิญญาณธาตุ หรือ ดาวพระเกตุ สามารถกดดันบันดาลให้เกิดความมหัศจรรย์ได้นานาประการ
ศาสนาพุทธนิกายมหายานเชื่อว่า จิตตานุภาพของมนุษย์ทรงพลังยิ่งใหญ่เหนือสิ่งทั้งปวงมีภูมิปัญญาสามารถในการสร้างสรรค์โลกให้เกิดความสมบูรณ์พูนสุข ขจัดความทุกข์ยากเดือดร้อนได้ หากบุคคลนั้นบำเพ็ญบารมีธรรมจนบรรลุความเป็น พระโพธิสัตว์ ย่อมปรุงแต่งแปลงสภาพสรรพสิ่งเหมือนดังปรากฏการณ์ธรรมชาติ คติธรรมการสร้างรูป พระศิวะ พระวิษณุ พระพรหม ในศาสนาพราหมณ์ก็ดี รูปพระโพธิสัตว์ พระพุทธรูป ในศาสนาพุทธก็ดี ล้วนกระทำขึ้นตามวัน เวลาที่ถือว่าเป็นมงคลสูงสุด ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ทั้งสิ้น โดยมุ่งหมายสืบสร้างวาสาบารมี ประคับประคองค้ำจุนดวงชะตาให้เกิดความมั่นคงมั่งคั่ง สมัยโบราณพระมหากษัตริย์ เสนาบดีชั้นสูง ผู้มีอำนาจวาสนาเท่านั้น ที่มีโอกาสได้ประกอบพิธีกรรมดังกล่าว คนธรรมดาทั่วไปอาจทำได้เพียงทำบุญให้ทาน ค้ำต้นโพธิ์ต้นไทร สะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีอย่างอื่น
การเพิ่มพลังแสดงอาทิตย์ คลื่นพลังแสงจันทร์ให้แก่ดวงชะตาที่เรียกว่า พิธีพุทธไภรพ นั้นจำเป็นต้องผ่านการรองรับของรูปธรรมจำลองที่คงทนถาวร เช่นโลหธาตุ หรือ ศิลา โดยสร้างขึ้นตามศิลปกรรมแห่งยุค เพื่อให้เป็นสถานที่ซึมซับคลื่นพลังแสง กระแสธาตุของดวงดาว อานุภาพของจิตอธิฐาน วิชาการเก่าแก่นี้เชื่อว่า ตราบใดที่ดวงเคราะห์ในท้องฟ้ายังสะท้อนแสงไปมา พระราหูยังลักลอบขโมยธาตุจากชั้นฟ้าลงมาป้อนให้แก่โลก สื่อสัญญาณซึ่งประดิษฐ์ขึ้นอย่างถูกต้องตามพิธีกรรมในทางจิตศาสตร์ ย่อมแผ่รังสีสะท้องกันไปมาระหว่าง ดวงชะตาของบุคคล กับรูปจำลอง อยู่ตราบนั้น
วันพฤหัสบดี ขึ้น 2 ค่ำเดือน 6 ปี ชวด อันประกอบด้วยมหัธโนแห่งฤกษ์ในราศีสิงห์ นั้นกำหนดให้ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ฉายแสงเจิดจ้าตรงจุดศูนย์สูตร เพื่อขับคลื่นพลังแสงและกระแสธาตุแผ่กระจายไปรอบทิศทาง ควบคุมเหล่าดาวบาปเคราะห์ร้ายมิให้ก่ออันตรายจนเกินไป ตามกฎแห่งความสมดุลย์เพื่อการแผ่ขยายอำนาจไปสู่ความยิ่งใหญ่ ฤกษ์พานาทีเช่นนี้กล่าวกันว่า ถ้าปราศจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยินยอมพร้อมใจแล้ว เท่ากับเป็นการอวดดุตริมนุษย์ธรรมที่ล่อแหลมใกล้เขตฉิมทฤกษ์ ซึ่งเสี่ยงต่อความวิบัติล่มจมแต่ในภาวะที่ต้องแข่งขันช่วงชิงให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด เมื่อดาวเคราะห์ในระบบสุริยคติเปิดช่อง ดวงชะตาบ้านเมืองกำลังตกต่ำ ดวงดาวจะโคจรวิปริต การประกอบพิธีสร้างรูปพระโพธิสัตว์นาคปรกขึ้น ท่ามกลางมหาสมุทรอันไพศาล จึงอุปมาดังการสร้างหลักชัยของชีวิตขึ้นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม
ขุนพันธรักษ์ราชเดช
พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 8 เป็นนายตำรวจชาวเมืองนครศรีธรรมราช ที่ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่ จนเป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วไปในภาคใต้ และในจังหวัดอื่นๆ ที่ท่านไปดำรงตำแหน่งอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือในการปราบปรามโจรผู้ร้าย นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้สนใจวิชาการทั่วไป โดยสนใจทางด้านประวัติศาสตร์คติชนวิทยาและไสยศาสตร์เป็นพิเศษ มีข้อเขียนปรากฏอยู่ในหนังสือ และวารสารต่างๆ หลายเรื่อง ปัจจุบันคนทั่วไปนิยมเรียกท่านสั้นๆ ว่า " ท่านขุน "
| " พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน พระอาจารย์ของ พล.ต.ต ขุนพันธรักษ์ราชเดช และ นายนำ แก้วจันทร์ (พระอาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา)" |
พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช มีชื่อเดิมว่า บุตร พันธรักษ์ เกิดเมื่อวัดที่ 18 กุมภาพันธ์ 2446 ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอ้วน นางทองจันทร์ พันธรักษ์ เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกกับบิดา ตั้งแต่ ก ข ก กา ไปจนจบ พออ่านสมุดข่อยได้บ้างจึงได้เข้าเรียนที่วัดอ้ายเขียวกับอาจารย์ปานซึ่งเป็นสมภาร และอาจารย์นามสมภารรูปต่อมา และที่วัดอ้ายเขียวนี้เองท่านได้เรียนกับครูฆราวาสคนหนึ่งด้วย ชื่อนายหีด เป็นชาวอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งอาจารย์ปานได้พามาอยู่ที่วัดนี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ ใครๆ เรียกกันว่าหลวงหีด นายหีดได้สอนหนังสือไทยแบบใหม่ให้ คือ ใช้แบบเรียนเร็ว เล่ม 1-2-3 จนท่านขุนมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดี หลังจากนั้นท่านจึงเข้าสู่การศึกษาระบบโรงเรียน โดยเริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดสวนป่าน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากท่านมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่แล้วก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ดังนั้นเมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ได้ 1 วัน ทางโรงเรียนก็เลื่อนชั้นให้เรียนในชั้นประถมปีที่ 2 และวันรุ่งขึ้นก็เลื่อนชั้นให้เรียนชั้นประถมปีที่ 3 เป็นอันว่าท่านเข้าโรงเรียนได้เพียง 3 วัน ได้เลื่อนชั้นถึง 3 ครั้ง เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวนป่าน มีพระภิกษุอินทร์ รัตนวิจิตร เป็นผู้สอน เรียนอยู่ประมาณ 2 เดือน โรงเรียนนั้นก็ถูกยุบ ท่านจึงเข้าเรียนในชั้นเดิม ที่โรงเรียนวัดพระนคร ตำบลพระเสื้อเมือง (ปัจจุบันคือตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีครูเพิ่ม ณ นคร เป็นครูประจำชั้น เรียนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน ในปี พ.ศ.2456 ได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (โรงเรียนเบจมราชูทิศในปัจจุบัน) พอเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะป่วยเป็นโรคคุดทะราด ต้องพักรักษาตัวปีกว่า เมื่อหายจึงคิดจะกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิมแต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 และปีที่ 3 แล้ว จึงเปลี่ยนใจเดินทางเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2459 โดยไปอยู่กับพระปลัดพลับ บุณยเกียรติ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า ที่วัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม) ได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ขณะเรียนที่โรงเรียนนี้ได้เรียนวิชามวย ยูโด และยิมนาสติกจากครูหลายคน เช่น ครูย้อย ครูศิริ ครูนก ครูมณี จนมีความชำนาญพอสมควร ท่านสอบไล่ได้ชั้นมัธยมปีที่ 8 ในปี พ.ศ.2467 ต่อมาในปี 2468 จึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม ขณะที่เรียนได้เป็นครูมวยไทยด้วย เรียนอยู่ 5 ปี สำเร็จหลักสูตรในปี พ.ศ.2472
หลังจากจบการศึกษาแล้ว ทางราชการได้แต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อย ที่กองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ในปี พ.ศ.2473 เป็นนักเรียนทำการอยู่ 6 เดือน ได้เลื่อนยศเป็นว่าที่ร้อยตรี ต่อมาในปี พ.ศ.2474 ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวดที่กองเมืองจังหวัดพัทลุง ที่พัทลุงนี่เองท่านได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่ จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงราชการและคนทั่วไป โดยการปราบปรามผู้ร้ายสำคัญของจังหวัดพัทลุง คือ เสือสัง หรือเสือพุ่ม ซึ่งเป็นเสือร้ายที่แหกคุกมาจากเมืองตรัง ขุนพันธรักษ์ราชเดชเล่าว่า เสือสังนี้มีร่างกายใหญ่โต ดุร้าย และมีอิทธิพลมาก มาอยู่ในความปกครองของกำนันตำบลป่าพยอม อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง นอกจากนั้นแล้วยังมีคนใหญ่คนโตหลายคนให้ความอุ้มชูเสือสัง จึงทำให้เป็นการยากที่จะปราบได้ แต่ท่านก็สามารถปรามเสือสังได้ในปีแรกที่ย้ายมารับราชการ โดยท่านไปปราบร่วมกับ พลตำรวจเผือก ด้วงชู มี นายขี้ครั่ง เหรียญขำ เป็นคนนำทาง การปราบปรามเสือสังครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมาก ตอนนั้นจเรพระยาศรีสุรเสนา ไปตรวจราชการตำรวจที่พัทลุงพอดี ผู้ปราบเสือสังจึงได้รับความดีความชอบ คือ ว่าที่ร้อยตำรวจตรีบิตร์ พันธรักษ์
ได้รับแต่งตั้งเป็นร้อยตำรวจตรี พลตำรวจเผือก ชูด้วง เป็นสิบตรี และนายขี้ครั่ง ได้รับรางวัล 400 บาท หลังจากนั้นมาอีก 1 ปี ท่านก็ได้ปราบผู้ร้ายสำคัญอื่นๆ 16 คน เช่น เสือเมือง เสือทอง เสือย้อย เป็นต้น ด้วยความดีความชอบ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช" และในปี พ.ศ.2478 ได้รับเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจโท และในปีนี้ได้อุปสมบทที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี (แบน) เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชอยู่ได้ 1 พรรษา จึงลาสิกขา ในปี พ.ศ.2479 ท่านได้ย้ายไปเป็นหัวหน้ากองตรวจ ประจำกองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ได้ปราบโจรผู้ร้ายหลายคน การปราบโจรครั้งสำคัญและทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากคือ การปราบผู้ร้ายทางการเมืองมีนราธิวาส ในปี พ.ศ.2481 หัวหน้าโจรชื่อ " อะแวสะดอตาเละ " นัยว่าเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน เที่ยวปล้นฆ่าเฉพาะคนไทยเท่านั้น ในที่สุดก็ถูกขุนพันธ์ฯ จับได้ ท่านจึงได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า " รายอกะจ ิ" และได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกในปีนั้นเอง
พ.ศ.2482 ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับกองเมืองพัทลุง ปี พ.ศ.2485 ย้ายเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ปราบปรามโจรหลายราย รายสำคัญ คือ เสือสาย และเสือเอิบ หลังจากนั้นขุนพันธ์ฯ ได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดในภาคอื่น คือ ในปี พ.ศ.2486 ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดพิจิตร ได้ปฏิบัติหน้าที่มีความดีความชอบเรื่อยมา และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมาย ที่สำคัญคือการปราบ เสือโน้ม หรืออาจารย์โน้ม จึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันตำรวจตรี พ.ศ.2489 ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ได้ปะทะและปราบปรามเสือร้ายหลายคน เช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร เป็นต้น กรมตำรวจได้พิจารณาเห็นว่า ผู้ร้ายในเขตจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรีชุกชุมมากขึ้นทุกวันยากแก่การปราบปรามให้สิ้นซาก จึงได้ตั้งกองปราบพเศษขึ้น โดยคัดเลือกเอาเฉพาะนายตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามรวมได้ 1 กองพัน แต่งตั้งให้ พ.ต.ต.สวัสดิ์ กันเขตต์ เป็นผู้อำนวยการกองปราบ และ พ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นรองผู้อำนวยการ กองปราบพิเศษได้ประชุมนายตำรวจที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2489 เพื่อวางแผนกำจัดเสือฝ้าย แต่แผนล้มเหลว ผู้ร้ายรู้ตัวเสียก่อน ขุนพันธ์ฯ ได้รับคำสั่งด่วนให้สกัดโจรผู้ร้ายที่จะแตกเข้ามาจังหวัดชัยนาท ครั้งนั้นขุนพันธ์ฯ ใช้ดาบเป็นอาวุธคู่มือแทนที่จะใช้ปืนยาว ดาบนั้นถุงผ้าแดงสวมทั้งฝักและด้าม คนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า "ขุนพันธ์ดาบแดง" ฝีมือขุนพันธ์ฯ เป็นที่ครั่นคร้ามของพวกมิจฉาชีพทั่วไป แม้แต่เสือฝ้ายเองก็เคยติดสินบนท่านถึง 2000 บาท |
เพื่อไม่ให้ปราบปราม แต่ขุนพันธ์ฯ ไม่สนใจ คงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีจนปราบปรามได้สำเร็จ ท่านอยู่ชัยนาท 3 ปี ปราบปรามเสือร้ายต่างๆ สงบลง แล้วได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่อยุธยา อยู่ได้ประมาณ 4 เดือนเศษก็เกิดโจรผู้ร้ายชุกชมที่กำแพงเพชร ตอนนั้นเป็นระยะเปลี่ยนอธิบดีกรมตำรวจ และขุนพันธ์ฯ ก็ถูกใส่ร้ายจากเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็นโจรผู้ร้าย พล.ร.ต.หลวงสังวรยุทธกิจ อธิบดีกรมตำรวจยังเชื่อมั่นว่าขุนพันธ์ฯ เป็นคนดี จึงโทรเลขให้ไปพบด่วน และแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อ พ.ศ.2490 ขุนพันธ์ฯ ได้ปรับปรุงการตำรวจภูธรของเมืองนี้ให้มีสมรรถภาพขึ้น และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายต่างๆ ที่สำคัญคือ เสือไกร กับ เสือวัน แห่งอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ฝีมือการปราบปรามของขุนพันธ์ฯยิ่งลือกระฉ่อนไปไกล
ต่อมาในปี พ.ศ.2491 ทางจังหวัดพัทลุงมีโจรผู้ร้ายกำเริบชุกชุมขึ้นอีก ราษฎรชาวพัทลุงนึกถึงขุนพันธ์ฯ นายตำรวจมือปราบ เพราะเคยประจักษ์ฝีมือมาแล้ว จึงเข้าชื่อกันทำหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมตำรวจ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอตัวขุนพันธ์ฯกลับพัทลุงเพื่อช่วยปราบปรามโจรผู้ร้าย กรมตำรวจอนุมัติตามคำร้องขอ ขุนพันธ์ฯ จึงได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงอีกวาระหนึ่ง ได้ปราบปรามเสือร้ายที่สำคัญๆสิ้นชื่อไปหลายคน ผู้ร้ายบางรายก็หนีออกนอกเขตพัทลุงไปอยู่เสียที่อื่น นอกจากงานด้านปราบปรามซึ่งเป็นงานที่ท่านถนัดและสร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นพิเศษแล้ว ท่านยังได้พัฒนาเมืองพัทลุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว โดยปรับปรุงชายทะเลตำบลลำปำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และให้มีตำรวจคอยตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารถรไฟที่เข้าออกเมืองพัทลุง ทำให้เมืองพัทลุงในสมัยที่ท่านเป็นผู้กำกับการตำรวจ มีความสงบสุขน่าอยู่ขึ้นมาก ตำรวจที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เลิกไปเมื่อกรมตำรวจจัดตั้งกองตำรวจรถไฟขึ้น ด้วยความดีความชอบในหน้าที่ราชการ ท่านจึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตำรวจโทในปี พ.ศ.2493 ท่านอยู่พัทลุงได้ 2 ปีเศษ จนถึง พ.ศ.2494 จึงได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2503 จึงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ.2507
ตลอดชีวิตรับราชการ พล.ต.ต.ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกียรติประวัติในการปราบปรามโจรผู้ร้ายคนสำคัญๆ ของจังหวัดต่างๆ ที่ท่านไปประจำอยู่ จนเป็นที่เลื่องลือของคนทั่วไปและเป็นคนที่ครั่นคร้ามของโจรก๊กต่างๆ นับได้ว่าท่านเป็นนายตำรวจมือปราบคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทย และด้วยฝีมือในการปราบปรามนี้เองทำให้ท่านได้รับการเลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นเป็นลำดับมา แม้เกษียณแล้วท่านก็ยังสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมืองเสมอมา เช่น ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในสมัยเลือกตั้งปี พ.ศ.2516 เป็นต้น
นอกจากเกียรติคุณทั้งในและนอกตำแหน่งหน้าที่ราชการดังกล่าวมาแล้ว ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช ยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สำคัญซึ่งควรกล่าวถึงคือ เป็นนักวิชาการที่สำคัญคนหนึ่ง ท่านเป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน ได้เขียนเรื่องราวต่างๆ ลงพิมพ์ในหนังสือและวารสารต่างๆ หลายเรื่อง ขุนพันธ์ฯ เป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องไสยศาสตร์อยู่มาก เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ นอกจากนั้นก็มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งประวัติบุคคลและสถานที่ ตำนานท้องถิ่น มวย และเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง ข้อเขียนต่างๆของท่าน เช่น ความเชื่อทางไสยศาสตร์ในภาคใต้ สองเกลอ ช้างเผือกงาดำ หัวล้านนอกครู ศิษย์เจ้าคุณ มวยไทย เชื่อเครื่อง กรุงชิง เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่องกรุงชิงนั้น ท่านเล่าว่าเป็นเรื่องที่ท่านเขียนทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันตามพระบรมราชโองการ และต่อมามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีได้ขออนุญาตนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน " รูสมิแล " วารสารของมหาวิทยลัยปีที่ 6 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ.2526 งานเขียนของท่านส่วนมากจะลงพิมพ์ใน สารนครศรีธรรมราช หนังสืองานเดือนสิบวิชชา (วารสารทางวิชาการของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช) รูสมิแล (วารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) และหนังสือที่ระลึกในโอกาสต่างๆ ของโรงเรียนและหน่วยงานต่างๆ
ในด้านชีวิตครอบครัว ขุนพันธ์รักษ์ราชเดชมีภรรยาคนแรกชื่อเฉลา ตอนนั้นท่านมีอายุได้ประมาณ 30 ปี ขณะที่รับราชการอยู่ที่จังหวัดพัทลุง มีบุตรด้วยกัน 8 คน ต่อมาภรรยาเสียชีวิต ท่านจึงได้ภรรยาใหม่ชื่อสมสมัย มีบุตรด้วยกัน 4 คน